ข้อคิดสะกิดใจใคร่ครวญคิด
ได้ดวงจิตระลึกตรึกฝึกใจใส
เกิดสติได้ข้อคิดจิตอำไพ
สุขสู่ใจด้วยข้อคิดสะกิดตน
วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
ชอบเที่ยว ...เอาความสุขใส่กระเป๋ามาฝากด้วย
ข้อคิดสะกิดใจ. ...ชอบเที่ยว ...เอาความสุขใส่กระเป๋ามาฝากด้วย
************
คนชอบไปท่องเที่ยวบ่อยๆ ไปชื่นชมสถานที่ สารพัดที่ขอให้ได้เห็น รู้ ดู ชม ตามที่ไป
จะเพลิดเพลิน เคลิบเคลิ้ม บ้างก็ร่าเริงบันเทิงใจ
ลืมสิ่งจริงในปกติไปได้ชั่วกาลหนึ่ง ๆ เท่านั้น
ถ้าภาษาพระเขาเรียกว่า สมถะ ทำนองเอาหินทับหญ้า ลืมไปก่อน ชั่วคราวเพราะจิตไปจดจ่ออยู่กับสิ่งใหม่ ๆ
สัตบุรุษที่เราเคารพนับถือเคยสอยในทำนองนี้ว่า...
"ไหนล่ะความสุขน่ะ? เก็บใส่กล่องมาฝากให้ดูหน่อยซิ"
"แล้วตอนนี้น่ะความสุขที่ว่า ที่ไปเที่ยวมาน่ะ เหลืออยู่สักเท่าไรล่ะ ?
???
สรุปว่า "ความสุข" ไม่ได้มีตัวตน" ไม่สามารถเก็บรักษาเอาไว้ได้เลย
เป็นแค่ "ความรู้สึก". พอใจ ชื่นใจ ชอบใจ แล้วก็กลายเป็น "ความจำ" เรียกว่า "สัญญา". หนึ่งในขันธ์ห้า
ที่เป็นเหตุแห่งทุกข์นั่นเอง
"ความรู้สึกสุข" ที่ว่านั้น ก็เกิดขึ้น. อยู่ชั่วคราว แล้วก็ดับไป. เสมอๆ
เหลือไว้แต่ "ความทรงจำ" แล้วก็เสพ อาการจำ ไว้ใน. "อุปทาน" รอวันที่ผลักออกมาเป็น "ตัญหา"
ออยากๆๆๆ แล้วก็ทำได้ "สมใจ". ตรงกับ ทรงจำเก่าๆ ก็. สุขๆๆๆ. แต่ถ้าไม่สมใจ ก็ทุกข์ ๆๆๆๆ
ืนี่แหละคือ "วัฏฏะ". ของการเกิด "ภพ ชาติ" ในจิต ของ เรา
ก็จะวนๆๆๆ ไม่รู้จบสิ้น นรก. สวรรค์ ก็สลับๆ หาที่สุดมิไ้ด้
ผู้มีปัญญา เชื่อตามคำสอนพระพุทธเจ้า. ต้องลดการ "เสพ" ทั้งปวง จนให้ความรู้สึกใดๆเกิดแล้ว อยู่ที่ ใจเฉยๆ
หรือ อุเบกขา ในที่สุด
ไม่หลง " ยึดความทรงจำเก่าๆมาเสพต่อๆ"
ขอเพียง "รู้ทัน". ทรงจำนั้น ๆ ทุกขณะจิต. ก็จะลด "ตัณหา" ได้
ภายในจิตใจ ก็จะสงบ ร่มเย็น มีความสุขทั้ง ๆที่อยู่ในท่ามกลางความวุ่นวายของโลกๆ
*****meesatidee
เวลาหายไปไหนหมด
เวลาไปไหนหมด
หนึ่งนั่งดูเฟสบุ๊ค ยุคใหม่หนา
ไลน์แชตรูปเสียงรื่นชื่นอุรา
ยูทูปเปิดมา น่าดูชม
ก่อนนอนละครทีวีมีอีกหลาย
จนตาลาย ดูย้อนหลังคลั่งสังสม
เกมส์ใหม่มันสารพัดหลากนิยม
หมอบหัวจมเหนื่อยล้าเพราะบ้าเอง***
****meesatidee. 29/4/56
"อยากให้ดีเกิน...เกินกำลัง
ข้อคิดสะกิดใจ ;// ให้ดีเกิน
รู้นะว่า น้ำตาล มันหวานนัก
ด้วยเพราะรัก ให้น้ำตาล แก่ฉันหลาย
จะอวกเอียนแม้จะหวานแต่กลับกลาย
ฉันมองร้ายที่เธอดีมีเกินไป
*** meesatidee
ขอคิดก่อน...
ข้อคิดวันนี้ :;//. ขอคิดก่อน
****meesatidee
"ขอคิดก่อน" วลีนี้มีให้คิด
ก่อนลิขิตพูดเขียนเพียรคิดหลาย
จะพลาดพลั้งเสียท่าน่าอับอาย
ทั้งเสียกายเสียหมดตัวคลุกชั่วตรม
รับปากกับใครใดใดกิจ
พึงพินิจให้มากมีเหมาะสม
บอกไม่ได้ทันทีมีคารม
ไม่ตรอมตรม "ขอคิดก่อน" วอนจดจำ
*****
ประกอบภาพคน"เหม่อลอย"
เหม่อลอย ลอยใจไปไหนน้อง
ใจเกี่ยวคล้องใดใดที่ไหนหนอ
รู้สิ่งคิดให้จิตรู้ไม่รีรอ
ใจเพียงพอ กลับเข้ามาพาสุขนาน
***(ตามภาพ).
20/5/56
วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2556
เถียง กับ อธิบาย คล้ายกันนะ แต่ต่างกัน
ขอให้พิจารณา"นิยาม" เถียง กับอธิบาย ใกล้กันมาก แต่ต่างกันตรง "อรมณ์"ที่แสดงออกมา
ทั้งสองคำ หมายถึงการอธิบาย สิ่งที่ขัดแย้งหรือไม่ตรงกัน.
แต่ "เถียง". จะแสดงออกด้วยอารมณ์โทสะด้วยน้ำเสียง อาการกิริยา ใบหน้า ดวงตา บางครั้งก้าวร้าว ไม่สุภาพ ไม่อ่อนน้อมถ่อมตน กับคนที่เราอธิบายนั้น
ส่วน "อธิบาย" หมายถึง การชี้แจง แสดงเหตุผลในเรื่องที่เห็นต่างกัน และต้องเป็นการชี้แจงหรืออธิบายในอารมณ์ที่ปกติกลางๆ ไม่เจือด้วยโทสะ ไม่ก้าวร้าว หรืออาการเหมือนข่มดูถูก อะไรสารพัดที่บอกว่า ไม่สุภาพ ไมอ่อนน้อม ไม่ให้เกียรติกัน. และไม่ควรอธิบายในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังอาละวาดหรือมีโทสะอยู่
สรุป แล้วทั้งสองคำนี้ คือเป้าหมายเดียวกัน คือ การชี้แจงอธิบายเรื่องที่ขัดแย้งหรือเข้าใจไม่ตรงกัน. ต่างกันที่ "การนำเสนอ" ด้วยภาษา ที่แสดงออกว่าหยาบหรือสุภาพ แสดงด้วยท่าทาง ด้วยน้ำเสียง ด้วยอรมณ์ และ เลือกเวลาในการอธิบาย จะต้องเลือกให้เหมาะสม ไม่ใช่เวลาที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังอาละวาด. ถ้าเราชี้แจงตอนนั้น เป็นการเถียงมากว่า เพราะต่างก็"โมโห"
ถ้าใครอ่านจิตใจตนเองเป็นเสมอๆ และไม่ยึดติดกับสมมติมาก เราจะแยกได้ดีว่า เราควรจะอธิบาย ได้ดีกว่า การเถียง เพราะไม่ชนะใดๆ ถ้า การแสดงออกมักใช้อารมณ์โทสะเจือปนอยู่ นอกจากความ"สะใจ" ของคนเถียง แค่นั้น
วิบากกรรม ก็จะตามมาสะสมในก้อนจิต ให้ทุกข์อีกยาวนาน
meesatidee....24/3/56
วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556
บุญ กับ. กุศล. เข้าใจตรงกันไหม
เราได้ฟังครูอาจารย์ที่เรานับถือให้ปัญญากับเราว่า...
มักเข้าใจคำว่า "ทำบุญ" และ "ได้บุญ" ไม่ถูกต้อง ทำให้คนส่วนมากไม่พ้นทุกข์ จึงเห็นคนทั่วไปที่ว่าไปทำบุญกันสารพัดแต่ผลก็คือยังทุกข์กันสารพัดเช่นเดิมๆ
"บุญ" หมายถึง การออกจาก(ออกจากกิเลส ,โลภ โกรธ หลง ตัญหาอุปทานฯลฯ) ดังนั้น "การทำบุญ" ต้องตั้งจิต และการกระทำทั้งกาย วาจา และใจ(ตั้งตะบะ)ที่ละ เว้น หยุด เลิก สิ่งที่เสพติดทั้งหลายตั้งแต่อบายมุขหยาบๆ จนถึงอัตตา และโลกธรรม ซึ่งละเอียดๆ ให้ลดละเลิก จนจางคลายออกจากจิตใจ ปรากฎให้เห็นได้ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม (กินสูบดื่มเสพ กินอยู่หลับนอน คิดพูดทำ ฯลฯ ) ถ้ากรรมใด ไม่มีผลให้จิตใจเรามุ่งสู่ การลดละเลิกกิเลสดังกล่าวนั้น การกระทำนั้น ไม่ใช่การ"ทำบุญ" และไม่ "ได้บุญ" แต่อย่างใด เพราะ ไม่พ้นทุกข์ อย่างแท้ถาวร นำไปสู่มรรคผลนิพพาน ในที่สุด (แต่อาจแค่ได้กุศล เท่านั้น)
สำหรับ "กุศล" หมายถึง การกระทำที่ได้ทำความดีกับตนและผู้อื่น ความดีนี้เป็นความดีในทางโลกๆทั่วไป เช่นการให้ เสียสละ การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การสร้างประโยชน์กับส่วนรวม ที่เราเห็นทั่วๆไป ฯลฯ
กุศล จะเป็น บุญ ด้วยหรือไม่ก็ได้ ถ้า ผู้ทำ"กุศล"นั้น อ่านจิตใจ และตั้งจิตเพื่อลดละสิ่งที่ตัวเองเสพติดอยู่ ช่น การสละ การให้ เพื่อตนจะลดความโลภ เพื่อการไม่เอาเข้าตัว เพื่อจะลดละล้างการติด การยึด ทำนองนี้ ผู้นั้นจะ"ได้บุญ" เพราะ ได้ล้างจิตโลภ จากการได้ทำ"กุศล" นี้
ในทางตรงข้าม ถ้าทำกุศล เช่น การบริจาค แล้วจิตคิดว่า ขอให้ตนเองรวย ๆ เพิ่มขึ้น หรือยังอยากได้นั่นได้นี่ หรือขอนั่นขอนี่ เท่ากับทำกุศล แต่"ความโลภ" เพิ่มในจิต ไม่ได้บุญแล้วกลับได้"บาป" เพราะ เป็นการกระทำที่เพิ่มกิเลสให้ก้อนใหญ่ขึ้นสะสมในจิตของตน สวนทางกับ ทางหลุดพ้นของพระพุทธเจ้า
อย่างไรก็ตาม การทำกุศล มีส่วนทำให้จิตใจเบิกบาน มีสมถะ ได้สมาธิ มีความสงบ เกิดปิติ และมีความสุข ได้เมื่อนึกถึง ก็มีผลให้มีความสุข ได้ เป็นความสุขทางโลกๆ ไม่ใช่ความสุขนิรันดร์ที่นำไปสู่ทางพ้นทุกข์แท้
คนทำกุศลที่ทำจิตไม่ถูก เขาเรียกว่า ทำความดีที่ไม่พ้นทุกข์
ทำกุศล หรือทำดีนั้น ดีอยู่แล้ว ถ้าทำบุญไปด้วยขณะทำกุศล (ละกิเลส) จะถือว่า "มีปัญา" นี้คือการปฏิบัติธรรมแท้ๆ ได้ทางไปสู่มรรคผล ในที่สุด
## meesatidee....6/03/56##
"บุญ" หมายถึง การออกจาก(ออกจากกิเลส ,โลภ โกรธ หลง ตัญหาอุปทานฯลฯ) ดังนั้น "การทำบุญ" ต้องตั้งจิต และการกระทำทั้งกาย วาจา และใจ(ตั้งตะบะ)ที่ละ เว้น หยุด เลิก สิ่งที่เสพติดทั้งหลายตั้งแต่อบายมุขหยาบๆ จนถึงอัตตา และโลกธรรม ซึ่งละเอียดๆ ให้ลดละเลิก จนจางคลายออกจากจิตใจ ปรากฎให้เห็นได้ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม (กินสูบดื่มเสพ กินอยู่หลับนอน คิดพูดทำ ฯลฯ ) ถ้ากรรมใด ไม่มีผลให้จิตใจเรามุ่งสู่ การลดละเลิกกิเลสดังกล่าวนั้น การกระทำนั้น ไม่ใช่การ"ทำบุญ" และไม่ "ได้บุญ" แต่อย่างใด เพราะ ไม่พ้นทุกข์ อย่างแท้ถาวร นำไปสู่มรรคผลนิพพาน ในที่สุด (แต่อาจแค่ได้กุศล เท่านั้น)
สำหรับ "กุศล" หมายถึง การกระทำที่ได้ทำความดีกับตนและผู้อื่น ความดีนี้เป็นความดีในทางโลกๆทั่วไป เช่นการให้ เสียสละ การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การสร้างประโยชน์กับส่วนรวม ที่เราเห็นทั่วๆไป ฯลฯ
กุศล จะเป็น บุญ ด้วยหรือไม่ก็ได้ ถ้า ผู้ทำ"กุศล"นั้น อ่านจิตใจ และตั้งจิตเพื่อลดละสิ่งที่ตัวเองเสพติดอยู่ ช่น การสละ การให้ เพื่อตนจะลดความโลภ เพื่อการไม่เอาเข้าตัว เพื่อจะลดละล้างการติด การยึด ทำนองนี้ ผู้นั้นจะ"ได้บุญ" เพราะ ได้ล้างจิตโลภ จากการได้ทำ"กุศล" นี้
ในทางตรงข้าม ถ้าทำกุศล เช่น การบริจาค แล้วจิตคิดว่า ขอให้ตนเองรวย ๆ เพิ่มขึ้น หรือยังอยากได้นั่นได้นี่ หรือขอนั่นขอนี่ เท่ากับทำกุศล แต่"ความโลภ" เพิ่มในจิต ไม่ได้บุญแล้วกลับได้"บาป" เพราะ เป็นการกระทำที่เพิ่มกิเลสให้ก้อนใหญ่ขึ้นสะสมในจิตของตน สวนทางกับ ทางหลุดพ้นของพระพุทธเจ้า
อย่างไรก็ตาม การทำกุศล มีส่วนทำให้จิตใจเบิกบาน มีสมถะ ได้สมาธิ มีความสงบ เกิดปิติ และมีความสุข ได้เมื่อนึกถึง ก็มีผลให้มีความสุข ได้ เป็นความสุขทางโลกๆ ไม่ใช่ความสุขนิรันดร์ที่นำไปสู่ทางพ้นทุกข์แท้
คนทำกุศลที่ทำจิตไม่ถูก เขาเรียกว่า ทำความดีที่ไม่พ้นทุกข์
ทำกุศล หรือทำดีนั้น ดีอยู่แล้ว ถ้าทำบุญไปด้วยขณะทำกุศล (ละกิเลส) จะถือว่า "มีปัญา" นี้คือการปฏิบัติธรรมแท้ๆ ได้ทางไปสู่มรรคผล ในที่สุด
## meesatidee....6/03/56##
วันจันทร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2555
ข้อคิด 1 มกรา 2556
วันที่หนึ่ง มกรา มาถึงแล้ว
กำลังแคล้ว เคลื่อนไป อีกวันหนอ
วันเวลา จากไป ไม่รีรอ
"ใจ"เราขอ มั่นคง ตรงทุกกาล....#
พ.ศ. เก่าหมดไป ให้ใจคิด
เตือนชีวิต รู้ทุกข์ สุขประสาน
ตั้งใจมั่น ลดละเลิก กิเลสมาร
ขออธิษฐาน ร้ายเป็นดี ต้นปีเอย ***#
meesatidee--2555-2556
****
พร...ทางโลก/พรทางธรรม
ทางโลกทั่วไปเขาอวยพรกันทำนองนี้....
ขอให้ร่ำ ขอให้รวย ให้อายุยืนยาว ...
ทางธรรม(แท้ๆ) เขาจะอวยพรกันทำนองนี้...
ขอให้ตายเร็วๆ (กิเลสตาย)
ขอให้ไม่ต้องมาผุดมาเกิดอีก. (นิพพาน)
ขอให้จนๆๆ (สละ ท้ิง เอาออก ไม่เสพ ไม่สะสม ปล่อยหมด พ้นทุกข์)
เอาแบบไหน ตั้งจิตเอาเองนะครับ
ขอให้ร่ำ ขอให้รวย ให้อายุยืนยาว ...
ทางธรรม(แท้ๆ) เขาจะอวยพรกันทำนองนี้...
ขอให้ตายเร็วๆ (กิเลสตาย)
ขอให้ไม่ต้องมาผุดมาเกิดอีก. (นิพพาน)
ขอให้จนๆๆ (สละ ท้ิง เอาออก ไม่เสพ ไม่สะสม ปล่อยหมด พ้นทุกข์)
เอาแบบไหน ตั้งจิตเอาเองนะครับ
วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2555
ตั้งตะบะก่อนสิ้นปี...2555
ตะบะฝึกจิต
****
วันนี้...ก่อนสิ้นปี2555
ขอตั้งตะบะ กับตัวเองเพื่อฝึกจิตให้เข้มแข็ง
1. ไม่กินอาหารที่มีชีวิตอื่นปน
2. ไม่พูด จำเป็นจะสื่อด้วยท่าทางหรือ
การเขียน ทั้งวันเพื่อฝึก"สติ" สังกัปปะ
คิดก่อนพูด และฟังมากกว่าพูด
3. อ่านใจให้ไร้โกรธ แม้เล็กๆน้อย ๆ
****meesatidee ...31/12/55
ข้อคิดวันนี้ ;// อวยพรปีใหม่2556
วันเดือนเคลื่อนไป ใจมวลมิตร
ขอศักดิ์สิทธ์ คุ้มครอง ผองสดใส
กายกรรม วจีคิด จิตอำไพ
สุขสมใจ พบทางสว่างดี ***
วันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2555
ข้อคิดวันใกล้สิ้นปี
ข้อคิดวัันนี้.....30/12/2555
*******
*******
ใกล้สิ้้นปี หมดไป ใจควรคิด
เราพลั้งผิด กาย ใจ ไปแล้วหนอ
ตั้งใจมั่น จะแก้ไข ไม่รีรอ
จะเริ่มก่อ สิ่งดีดี ปีต่อไป ...@
ผิดพลาดบกพร่อง ไม่หมองเศร้า
คร่ำครวญเฝ้า ระลึกดี มีสุขใส
ตั้งจิตมั่น ขยันทำ ทั้งกายใจ
ทวนท่องไว้ ทุกนาที ทั้งปีเอย @@
******
meesatidee
เราพลั้งผิด กาย ใจ ไปแล้วหนอ
ตั้งใจมั่น จะแก้ไข ไม่รีรอ
จะเริ่มก่อ สิ่งดีดี ปีต่อไป ...@
ผิดพลาดบกพร่อง ไม่หมองเศร้า
คร่ำครวญเฝ้า ระลึกดี มีสุขใส
ตั้งจิตมั่น ขยันทำ ทั้งกายใจ
ทวนท่องไว้ ทุกนาที ทั้งปีเอย @@
******
meesatidee
วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555
ข้อคิดวันนี้ ;// เสียงข้างมาก & กับความดี ความยุติธรรม
***เสียข้างมาก มิใช่บอกความดีหรือความยุติธรรม เสมอไป ....
เมื่อคนส่วนใหญ่เห็นด้วย. แสดงถึงว่า. มีความต้องการในเรื่องนั้น ๆ ไปในทางเดียวกัน.
แต่ไม่ใช่ข้อสรุปว่าฺ....
สิ่งที่คนส่วนใหญ่เห็นด้วยนั้น เป็นสิ่งที่ดี เป็นความดี เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นส่ิงที่ยุติธรรม นั้น หาใช่ไม่
มันเป็นคนละเรื่องกัน. เว้นแต่ว่า กลุ่มคนข้างมากนั้น เป็นคนดีมีศีลมีธรรม อย่างแท้จริง. ซึ่งหาได้ไม่ง่ายในชีวิตจริง
ขอยกตัวย่าง ...เสียงข้างมากกับความถูกต้อง ความดีงามกับส่วนรวม เช่น ในหมู่โจรร้อยคนและมีคนดีสักห้าคน เสียงส่วนใหญ่ต้องเห็นด้วยกับโจร. ซึ่งหาใช่สิ่งถูกต้องดีงามกับส่วนรวมไม่อย่างแน่แท้
*********
meesatidee
วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2555
แพ้-ชนะ ดูกันอย่างไร
ไม่ว่าเราจะทำอะไรๆเก่งสักปานใด
หากใครๆก็ตาม มามีผลต่อจิตใจของเรา
ทำให้หน้าตา เคร่งเครียด เศร้าหมอง หรือ ร้อนรน
อารมณ์หงุดหงิด หวั่นไหวไปสารพัด
คือ การแพ้ โดยส้ินเชิง
***
meesatidee
วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555
ยืนขาให้สมดุล
ข้อคิดวันนี้ :;// ยืนให้ขาสมดุล
*****
ง่าย ๆ ที่จะตรวจสอบความสมดุลของตน
เวลายืน ขาเราตึงทั้งสองข้าง หรือหย่อนข้างหนึ่ง ...
*****
ง่าย ๆ ที่จะตรวจสอบความสมดุลของตน
เวลายืน ขาเราตึงทั้งสองข้าง หรือหย่อนข้างหนึ่ง ...
ฝึกยืนให้ขาตึงทั้งสองข้าง
ได้สติ ได้ความสมดุลของขา ได้ผลพลอยได้อีกแยะ
เมื่อขาตึงสองข้าง ทำให้ตัวตรง บุคคลิกดูดี หายใจได้เต็มปอด
ขาไม่แบกรับน้ำหนักมากเกินไป
ลองสังเกตบ่อย ๆ ในเวลายืนใด ๆ ทุกๆขณะกิจ
จะรู้ว่า...
ยืนขาตึง
ก็มีสติคุมใจได้ตั้งแยะ
ได้สติ ได้ความสมดุลของขา ได้ผลพลอยได้อีกแยะ
เมื่อขาตึงสองข้าง ทำให้ตัวตรง บุคคลิกดูดี หายใจได้เต็มปอด
ขาไม่แบกรับน้ำหนักมากเกินไป
ลองสังเกตบ่อย ๆ ในเวลายืนใด ๆ ทุกๆขณะกิจ
จะรู้ว่า...
ยืนขาตึง
ก็มีสติคุมใจได้ตั้งแยะ
วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555
นิยาม"ความสุข"
***ความสุข มีนิยาม ความน่าคิด
หนึ่งมีมิตรตามใจ ให้สมศรี
นึกสิ่งใดจะได้มาทุกนาที
สมใจที่จิต"อยาก" ไม่ยากเลย
***อีกด้านหนึ่ง พึงรู้ ดูจิต "อยาก"
ฝึกลำบาก ล้างจิตนี้ มี"ใจ"เห็น
พิจารณาโทษภัย ให้ใจเป็น
สุขร่มเย็น ใจหยุด"อยาก" ฝากคิดตรอง ***
@@@
หนึ่งมีมิตรตามใจ ให้สมศรี
นึกสิ่งใดจะได้มาทุกนาที
สมใจที่จิต"อยาก" ไม่ยากเลย
***อีกด้านหนึ่ง พึงรู้ ดูจิต "อยาก"
ฝึกลำบาก ล้างจิตนี้ มี"ใจ"เห็น
พิจารณาโทษภัย ให้ใจเป็น
สุขร่มเย็น ใจหยุด"อยาก" ฝากคิดตรอง ***
@@@
ทำใจในใจเป็นได้เห็นจิตตน
ทุกขณะที่ทำอะไรๆก็ตามใหึฝึก
"ทำใจในใจ" ด้วยเสมอ
ทำอย่างไรล่ะ
ให้พิจารณาณู้ ดูรู้อาการ"ความรูสึก"ของใจ มีทั้ง"ชอบ" "ไม่ชอบ"
และ "เฉลยๆ"
รู้ตามบ่อยๆ. ไม่คลุกกับมัน ยิ่งตอนดูละครจะเห็นชัดมาก
เราทำใจในใจเก่ง. จะรู้ว่า
ความสุขสงบในใจของตนไม่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกก็ได้
และนี่คือ
"ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน"
จะชัดเจนเมื่อวันหนึ่งเราพบกับ"มรสุมชีวิต"
การทำใจในใจเป็น จะมีค่ามากที่สุด
"ทำใจในใจ" ด้วยเสมอ
ทำอย่างไรล่ะ
ให้พิจารณาณู้ ดูรู้อาการ"ความรูสึก"ของใจ มีทั้ง"ชอบ" "ไม่ชอบ"
และ "เฉลยๆ"
รู้ตามบ่อยๆ. ไม่คลุกกับมัน ยิ่งตอนดูละครจะเห็นชัดมาก
เราทำใจในใจเก่ง. จะรู้ว่า
ความสุขสงบในใจของตนไม่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกก็ได้
และนี่คือ
"ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน"
จะชัดเจนเมื่อวันหนึ่งเราพบกับ"มรสุมชีวิต"
การทำใจในใจเป็น จะมีค่ามากที่สุด
ความสุขแท้"จิต"ต้องอยู่กับตนเอง
จิตที่อยู่กับตัวเอง คือ การรู้สึกตัวเสมอ ๆ
รู้สึกตัวว่า ทุกขณะกรรมใด ๆ จิตใจ ความรู้สึกนึกคิดของตน
กำลังหลงไปเสพอารมณ์ใด ๆ ให้เพลิดเพลินอารมณ์ หรือ
เข้ามาให้พล่านในอารมณ์ แม้จะน้อย ๆ แค่เพียงขุ่น ๆ ในใจเล็ก ๆ ก็ตาม
เพราะนั่นคือ ลูกหลานของ"โทสะ"ที่สามารถลงนรกได้ เสมอ ๆ
การทำจิต ทำใจ ให้รู้ทันอาการ ดังกล่าวนั้น เขาเรียกว่า "ตาทิพย์" เพราะเห็นกิเลสตนเอง
ที่จะนำไปสู่ทางพ้นทุกข์ ได้ เมื่อจัดการกับกิเลสก้อนนั้นให้เล็กลงจางคลายลงๆ จนหมด
การอยู่กับจิตของตนเอง ไม่ได้หมายถึง หนีหลบผู้คนไปอยู่ตามลำพังคนเดียวหรอกนะ
การอยู่ท่านกลางคน ท่ามกลางสมมุติโลก ๆ ได้ปกติตามหน้าที่การงาน แล้วเพิ่มให้มีสติรู้อารมณ์เสมอ ๆ ต่างหาก คือการอยู่กับตนเอง
แต่ต่างกับคนทั่วไป ตรงที่ ในจิตในใจของเรา คือ ทำใจในใจให้แยบคาย เห็นอาการในจิตเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เสมอ ๆ (เกิดกิเลสชอบไม่ชอบ) เพื่อ ลดละจางคลายลง
แล้วในที่สุดเราจะรู้ว่า...
หน้าที่หลักของชีวิต...คือ การทำจิตทำใจให้สงบร่มเย็นด้วยการเห็นกิเลสและลดละมันให้ได้
เพราะมันเป็นทรัพย์แท้ที่จะต้องติดตัวไปนานนับภพชาติ
ส่วนหน้าที่อื่น ๆ คือหน้าที่รอง เพื่อการดำรงอยู่แค่ชาติปัจจุบัน เท่านั้น
ทั้งหมดนี้ ต้องทำจนรู้ได้ด้วยตน เท่านั้น
รู้สึกตัวว่า ทุกขณะกรรมใด ๆ จิตใจ ความรู้สึกนึกคิดของตน
กำลังหลงไปเสพอารมณ์ใด ๆ ให้เพลิดเพลินอารมณ์ หรือ
เข้ามาให้พล่านในอารมณ์ แม้จะน้อย ๆ แค่เพียงขุ่น ๆ ในใจเล็ก ๆ ก็ตาม
เพราะนั่นคือ ลูกหลานของ"โทสะ"ที่สามารถลงนรกได้ เสมอ ๆ
การทำจิต ทำใจ ให้รู้ทันอาการ ดังกล่าวนั้น เขาเรียกว่า "ตาทิพย์" เพราะเห็นกิเลสตนเอง
ที่จะนำไปสู่ทางพ้นทุกข์ ได้ เมื่อจัดการกับกิเลสก้อนนั้นให้เล็กลงจางคลายลงๆ จนหมด
การอยู่กับจิตของตนเอง ไม่ได้หมายถึง หนีหลบผู้คนไปอยู่ตามลำพังคนเดียวหรอกนะ
การอยู่ท่านกลางคน ท่ามกลางสมมุติโลก ๆ ได้ปกติตามหน้าที่การงาน แล้วเพิ่มให้มีสติรู้อารมณ์เสมอ ๆ ต่างหาก คือการอยู่กับตนเอง
แต่ต่างกับคนทั่วไป ตรงที่ ในจิตในใจของเรา คือ ทำใจในใจให้แยบคาย เห็นอาการในจิตเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เสมอ ๆ (เกิดกิเลสชอบไม่ชอบ) เพื่อ ลดละจางคลายลง
แล้วในที่สุดเราจะรู้ว่า...
หน้าที่หลักของชีวิต...คือ การทำจิตทำใจให้สงบร่มเย็นด้วยการเห็นกิเลสและลดละมันให้ได้
เพราะมันเป็นทรัพย์แท้ที่จะต้องติดตัวไปนานนับภพชาติ
ส่วนหน้าที่อื่น ๆ คือหน้าที่รอง เพื่อการดำรงอยู่แค่ชาติปัจจุบัน เท่านั้น
ทั้งหมดนี้ ต้องทำจนรู้ได้ด้วยตน เท่านั้น
อำนาจแท้ อำนาจลวง
อำนาจลวง เกิดจากการกระทำของเจ้าของอำนาจให้ผู้อื่นยอม
เพราะจำนนด้วยปัจจัยอื่น ๆ ทั้งความกลัว สารพัด
อำนาจแท้. เกิดจากผู้นั้นกระทำความดีมากๆจนผู้คนยกย่องนับถือ
และยอมยกให้ด้วยใจเต็ม
เพราะจำนนด้วยปัจจัยอื่น ๆ ทั้งความกลัว สารพัด
อำนาจแท้. เกิดจากผู้นั้นกระทำความดีมากๆจนผู้คนยกย่องนับถือ
และยอมยกให้ด้วยใจเต็ม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)